Female to Male Surgery

แปลงเพศจากหญิงเป็นชาย

การแปลงเพศหญิงเป็นชาย หรือที่มักเรียกว่า FTM (Female-to-Male) Surgery
คือการผ่าตัดเพื่อปรับรูปร่างและอวัยวะให้ใกล้เคียงร่างกายผู้ชายมากขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีอัตลักษณ์เป็นผู้ชาย
และต้องการให้ร่างกาย สอดคล้องกับตัวตนของตนเอง

ขั้นตอนนี้ไม่ได้มีเพียงการผ่าตัดอวัยวะเพศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทําหน้าอกให้แบน การผ่าตัดมดลูก
และรังไข่รวมถึงการสร้างอวัยวะเพศขายใหม่ตามความต้องการของแต่ละคน

การแปลงเพศหญิงเป็นชาย หรือที่มักเรียกว่า FTM (Female-to-Male) Surgery คือการผ่าตัดเพื่อปรับรูปร่างและอวัยวะให้ใกล้เคียงร่างกายผู้ชายมากขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีอัตลักษณ์เป็นผู้ชายและต้องการให้ร่างกายสอดคล้องกับตัวตนของตนเอง

ขั้นตอนนี้ไม่ได้มีเพียงการผ่าตัดอวัยวะเพศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทําหน้าอกให้แบน การผ่าตัดมดลูกและรังไข่รวมถึงการสร้างอวัยวะเพศขายใหม่ตามความต้องการของแต่ละคน

การแปลงเพศหญิงเป็นชาย หรือที่มักเรียกว่า FTM (Female-to-Male) Surgery
คือการผ่าตัดเพื่อปรับรูปร่างและอวัยวะให้ใกล้เคียงร่างกายผู้ชายมากขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีอัตลักษณ์เป็นผู้ชายและต้องการให้ร่างกาย
สอดคล้องกับตัวตนของตนเอง

ขั้นตอนนี้ไม่ได้มีเพียงการผ่าตัดอวัยวะเพศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทําหน้าอกให้แบน การผ่าตัดมดลูกและรังไข่
รวมถึงการสร้างอวัยวะเพศขายใหม่ตามความต้องการของแต่ละคน

การผ่าตัดที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง

การผ่าตัดที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง

1. การผ่าตัดหน้าอก (Top Surgery)
ทําให้หน้าอกแบบและมีลักษณะใกล้เคียงหน้าอกผู้ชาย เทคนิคมีหลายแบบ เช่น การกรีดแผลได้ราวนม
(เทคนิคแผลยาว) หรือแผลเล็กบริเวณปานนม (เทคนิคแผลยู และ แผลโอ) ขึ้นกับขนาดหน้าอกและสรีระของคนไข้แต่ละบุคคล หลังผ่าตัดจะช่วยให้แต่งตัวได้มั่นใจมากขึ้น

2. การผ่าตัดมดลูกและรังไข่ (Hysterectomy & Oophorectomy)
เป็นการผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออก เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการมีประจำเดือนและไม่วางแผนมีบุตรในอนาคต

3. การผ่าตัดอวัยวะเพศชาย (Bottom Surgery) มีให้เลือก 2 แบบหลัก
มี 2 แนวทางหลัก (เลือกตามเป้าหมายด้านรูปลักษณ์/การปัสสาวะยืน/ความยาว/การทํางานกาจเพศ/รอยแผลบริเวณผู้บริจาคเนื้อเยื่อ)

เมโทดิโอพลาสกี (Metoidioplasty)
ใช้คลิตอริสที่ขยายจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ปลดพังผืด/จัดรูป และ (ถ้าเลือก) ต่อท่อปัสสาวะให้ปัสสาวะยืนได้
เป็นเทคนิคการใช้คลิตอริสที่ขยายจากการฉีดฮอร์โมนเพศชาย มาทําให้มีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศชายขนาดเล็ก

ลักษณะเด่น
• แผลผ่าตัดเล็กกว่า
• รักษาความรู้สึกทางเพศได้ดี
• ระยะพักฟื้นสั้นกว่า
ข้อจํากัด
• ขนาดอวัยวะเพศที่ได้จะไม่ยาวมาก
• บางรายอาจไม่สามารถยืนปัสสาวะได้ ขึ้นกับเทคนิคที่เลือก

ฟิลโลพลาสกี (Phalloplasty)
เป็นเทคนิคสร้างอวัยวะเพศชายใหม่จากเนื้อเยื่อบริเวณอื่น เช่น ท้องแขนหรือต้นขา

ลักษณะเด่น
• ได้ความยาวมากกว่า ดูไกล้เคียงอวัยวะเพศชายมาก
ข้อจํากัด
• เป็นการผ่าตัดใหญ่ แผลหลายจุด ต้องดูแลมาก
• มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ก่อปัสสาวะรั่วหรือตีบ

1. การผ่าตัดหน้าอก (Top Surgery)
ทําให้หน้าอกแบบและมีลักษณะใกล้เคียงหน้าอกผู้ชาย เทคนิคมีหลายแบบ เช่น การกรีดแผลได้ราวนม (เทคนิคแผลยาว) หรือแผลเล็กบริเวณปานนม (เทคนิคแผลยู และ แผลโอ) ขึ้นกับขนาดหน้าอกและสรีระของคนไข้แต่ละบุคคล
หลังผ่าตัดจะช่วยให้แต่งตัวได้มั่นใจมากขึ้น

2. การผ่าตัดมดลูกและรังไข่
(Hysterectomy & Oophorectomy)

เป็นการผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออก เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการมีประจำเดือนและไม่วางแผนมีบุตรในอนาคต

3. การผ่าตัดอวัยวะเพศชาย
(Bottom Surgery) มีให้เลือก 2 แบบหลัก

มี 2 แนวทางหลัก (เลือกตามเป้าหมายด้านรูปลักษณ์/การปัสสาวะยืน/ความยาว/การทํางานกาจเพศ/รอยแผลบริเวณผู้บริจาคเนื้อเยื่อ)

เมโทดิโอพลาสกี (Metoidioplasty)
ใช้คลิตอริสที่ขยายจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ปลดพังผืด/จัดรูป และ (ถ้าเลือก) ต่อท่อปัสสาวะให้ปัสสาวะยืนได้เป็นเทคนิคการใช้คลิตอริสที่ขยายจากการฉีดฮอร์โมนเพศชาย มาทําให้มีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศชายขนาดเล็ก

ลักษณะเด่น
• แผลผ่าตัดเล็กกว่า
• รักษาความรู้สึกทางเพศได้ดี
• ระยะพักฟื้นสั้นกว่า
ข้อจํากัด
• ขนาดอวัยวะเพศที่ได้จะไม่ยาวมาก
• บางรายอาจไม่สามารถยืนปัสสาวะได้
ขึ้นกับเทคนิคที่เลือก

ฟิลโลพลาสกี (Phalloplasty)
เป็นเทคนิคสร้างอวัยวะเพศชายใหม่จากเนื้อเยื่อบริเวณอื่น เช่น ท้องแขนหรือต้นขา

ลักษณะเด่น
• ได้ความยาวมากกว่า
ดูไกล้เคียงอวัยวะเพศชายมากข้อจํากัด
• เป็นการผ่าตัดใหญ่ แผลหลายจุด
ต้องดูแลมาก
• มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น
ก่อปัสสาวะรั่วหรือตีบ

ต้องเตรียมตัวอย่างไรในการผ่าตัด

ก่อนเข้ารับการผ่าตัดอวัยวะเพศ ผู้รับบริการควรได้รับการประเมินอย่างรอบด้าน เพื่อความปลอดภัย
และผลลัพธ์ที่เหมาะสม การเตรียมตัวโดยทั่วไป ได้แก่
1. ปรึกษาทีมแพทย์สหสาขา เช่น ศัลยแพทย์ แพทย์ด้านฮอร์โมน จิตแพทย์ และ แพทย์อื่น ๆ ตามความเหมาะสม
2. ประเมินสุขภาพร่างกายและจิตใจ (จำเป็นต้องมีใบรับรองจากจิตแพทย์ว่าพร้อมที่จะผ่าตัดข้ามเพศ)
3. รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์ ความเสี่ยง และข้อจำกัดของแต่ละวิธี
4. หากมีแผนจะมีบุตรในอนาคต ควรปรึกษาเรื่องการเก็บไข่ก่อนการผ่าตัดหรือการใช้ฮอร์โมน
5. งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ รวมถึงการตรวจร่างกายตามคำแนะนำแพทย์
6. กรณีมีโรคประจำตัวจำเป็นต้องมีจดหมายยืนยันจากแพทย์ผู้ดูแลโรคยืนยันว่าโรคอยู่ในการควบคุมที่ดีมาก และสามารถที่จะรับการผ่าตัดได้

ก่อนเข้ารับการผ่าตัดอวัยวะเพศ ผู้รับบริการควรได้รับการประเมินอย่างรอบด้าน เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เหมาะสมการเตรียมตัวโดยทั่วไป ได้แก่
1. ปรึกษาทีมแพทย์สหสาขา เช่น ศัลยแพทย์ แพทย์ด้านฮอร์โมน จิตแพทย์ และ แพทย์อื่น ๆ ตามความเหมาะสม
2. ประเมินสุขภาพร่างกายและจิตใจ (จำเป็นต้องมีใบรับรองจากจิตแพทย์ว่าพร้อมที่จะผ่าตัดข้ามเพศ)
3. รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์ ความเสี่ยง และข้อจำกัดของแต่ละวิธี
4. หากมีแผนจะมีบุตรในอนาคต ควรปรึกษาเรื่องการเก็บไข่ก่อนการผ่าตัดหรือการใช้ฮอร์โมน
5. งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ รวมถึงการตรวจร่างกายตามคำแนะนำแพทย์
6. กรณีมีโรคประจำตัวจำเป็นต้องมีจดหมายยืนยันจากแพทย์ผู้ดูแลโรคยืนยันว่าโรคอยู่ในการควบคุมที่ดีมาก และสามารถที่จะรับการผ่าตัดได้

การพักฟื้น

• การผ่าตัดหน้าอก: พักฟื้น 2-4 สัปดาห์ จดยกของหนักประมาณ 6 สัปดาห์
• การผ่าตัดมดลูกและรังไข่: พักฟื้นประมาณ 4-6 สัปดาห์ แล้วแต่เทคนิคการผ่าตัด
• การผ่าตัดอวัยวะเพศชาย: มักใช้เวลาฟื้นนานกว่า และอาจต้องทําเป็นหลายขั้นตอน
ใช้เวลาหลายเดือนถึง 1-20 กว่าจะสมบูรณ์

• การผ่าตัดหน้าอก: พักฟื้น 2-4 สัปดาห์ จดยกของหนักประมาณ 6 สัปดาห์
• การผ่าตัดมดลูกและรังไข่: พักฟื้นประมาณ 4-6 สัปดาห์ แล้วแต่เทคนิคการผ่าตัด
• การผ่าตัดอวัยวะเพศชาย: มักใช้เวลาฟื้นนานกว่า และอาจต้องทําเป็นหลายขั้นตอน ใช้เวลาหลายเดือนถึง 1-20 กว่าจะสมบูรณ์

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน

– เลือดออกหรือติดเชื้อ (พบได้ทั่วไปในศัลยกรรม)
– แผลเป็นหรือรอยแผลที่เห็นได้ชัด
– ปัญหาเรื่องก่อปัสสาวะในบางเคส
– อาจต้องผ่าตัดแก้ไขเพิ่มเติมในบางราย

– เลือดออกหรือติดเชื้อ (พบได้ทั่วไปในศัลยกรรม)
– แผลเป็นหรือรอยแผลที่เห็นได้ชัด
– ปัญหาเรื่องก่อปัสสาวะในบางเคส
– อาจต้องผ่าตัดแก้ไขเพิ่มเติมในบางราย

การพักฟื้นหลังผ่าตัด

* ต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลตามดุลยพินิจแพทย์
* งดกิจกรรมหนักในช่วงแรก
* ดูแลแผลอย่างเคร่งครัด
* เข้ารับการตรวจติดตามตามนัดทุกครั้ง
* แพทย์จะให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล เพื่อให้แผลหายดีและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

* ต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลตามดุลยพินิจแพทย์
* งดกิจกรรมหนักในช่วงแรก
* ดูแลแผลอย่างเคร่งครัด
* เข้ารับการตรวจติดตามตามนัดทุกครั้ง
* แพทย์จะให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล เพื่อให้แผลหายดีและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

ผลลัพธ์ที่ได้

ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดส่วนใหญ่รายงานว่า ความมั่นใจและคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมาก เพราะร่างกายสอดคล้องกับตัวตนที่แท้จริง
ทำให้ใช้ชีวิตประจำวันและเข้าสังคมได้อย่างมั่นใจ

ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดส่วนใหญ่รายงานว่า ความมั่นใจและคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมาก เพราะร่างกายสอดคล้องกับตัวตนที่แท้จริง ทำให้ใช้ชีวิตประจำวันและเข้าสังคมได้อย่างมั่นใจ

สรุป

การแปลงเพศหญิงเป็นชายเป็นการเดินทางที่ต้องใช้เวลาและการวางแผน ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำทุกขึ้นตอน
แต่สามารถเลือกได้ตามความต้องการและเป้าหมายชีวิตการมีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญและการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกาย และ จิตใจเป็นสิ่ง สำคัญที่สุด

การแปลงเพศหญิงเป็นชายเป็นการเดินทางที่ต้องใช้เวลาและการวางแผน ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำทุกขึ้นตอน
แต่สามารถเลือกได้ตามความต้องการและเป้าหมายชีวิตการมีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญและการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกาย และ จิตใจเป็นสิ่ง สำคัญที่สุด

ศัลยกรรมอื่นๆ

ที่เกี่ยวข้อง

ตัดหน้าอกสำหรับ
ทรานส์แมน​

เทคฮอร์โมนเพศชาย
Testosterone

ผ่าตัดมดลูกรังไข่

ผ่าตัดสร้างอวัยวะเพศ ชายแบบใช้เนื้อต้นขา

ตัดหน้าอกสำหรับ
Transmens

เทคฮอร์โมนเพศชาย
Testosterone

ผ่าตัดมดลูกรังไข่

ผ่าตัดสร้างอวัยวะเพศ ชายแบบใช้เนื้อต้นขา

คำถาม
ที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย

ต้องหยุดฮอร์โมนก่อนผ่าตัดไหม?

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

ต้องหยุดฮอร์โมนก่อนผ่าตัดไหม?

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของ
แปลงเพศหญิงเป็นชาย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของ แปลงเพศหญิงเป็นชาย

นพ.ธยาน์ สิชฌนาสัย (หมอดุ๊ก)

ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง ว.45732

พญ.งามเฉิด สิตภาหุล (หมอหวาน)

ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง ว.32013

นพ.ฐิติ ตันติธรรม (หมอบอส)

ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง ว.38041

นพ.ธยาน์ สิชฌนาสัย
(หมอดุ๊ก)

ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง ว.45732

ศัลยแพทย์เฉพาะทาง

นพ.ฐิติ ตันติธรรม
(หมอบอส)

ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง ว.38041

ศัลยแพทย์เฉพาะทาง

พ.ญ.งามเฉิด สิตภาหุล
(หมอหวาน)

ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง ว.32013

ศัลยแพทย์เฉพาะทาง

ศัลยกรรมอื่นๆ ของ
Siamese Hospital

ศัลยกรรมอื่นๆ ของ Siamese Hospital

เราพร้อมดูแลทุกก้าวของการเปลี่ยนแปลง ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
บริการอย่างเข้าใจ ด้วยมาตรฐานระดับสากล

เราพร้อมดูแลทุกก้าวของการเปลี่ยนแปลง
ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บริการอย่างเข้าใจ
ด้วยมาตรฐานระดับสากล

ติดตามข่าวสาร

เพื่อรับโปรโมชันก่อนใคร

ศูนย์ศัลยกรรมข้ามเพศและศัลยกรรมตกแต่งโดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล