แปลงเพศจากหญิงเป็นชาย
การแปลงเพศหญิงเป็นชาย หรือที่มักเรียกว่า FTM (Female-to-Male) Surgery
คือการผ่าตัดเพื่อปรับรูปร่างและอวัยวะให้ใกล้เคียงร่างกายผู้ชายมากขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีอัตลักษณ์เป็นผู้ชาย
และต้องการให้ร่างกาย สอดคล้องกับตัวตนของตนเอง
ขั้นตอนนี้ไม่ได้มีเพียงการผ่าตัดอวัยวะเพศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทําหน้าอกให้แบน การผ่าตัดมดลูก
และรังไข่รวมถึงการสร้างอวัยวะเพศขายใหม่ตามความต้องการของแต่ละคน
การแปลงเพศหญิงเป็นชาย หรือที่มักเรียกว่า FTM (Female-to-Male) Surgery คือการผ่าตัดเพื่อปรับรูปร่างและอวัยวะให้ใกล้เคียงร่างกายผู้ชายมากขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีอัตลักษณ์เป็นผู้ชายและต้องการให้ร่างกายสอดคล้องกับตัวตนของตนเอง
ขั้นตอนนี้ไม่ได้มีเพียงการผ่าตัดอวัยวะเพศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทําหน้าอกให้แบน การผ่าตัดมดลูกและรังไข่รวมถึงการสร้างอวัยวะเพศขายใหม่ตามความต้องการของแต่ละคน
การแปลงเพศหญิงเป็นชาย หรือที่มักเรียกว่า FTM (Female-to-Male) Surgery
คือการผ่าตัดเพื่อปรับรูปร่างและอวัยวะให้ใกล้เคียงร่างกายผู้ชายมากขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีอัตลักษณ์เป็นผู้ชายและต้องการให้ร่างกาย
สอดคล้องกับตัวตนของตนเอง
ขั้นตอนนี้ไม่ได้มีเพียงการผ่าตัดอวัยวะเพศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทําหน้าอกให้แบน การผ่าตัดมดลูกและรังไข่
รวมถึงการสร้างอวัยวะเพศขายใหม่ตามความต้องการของแต่ละคน
การผ่าตัดที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง
การผ่าตัดที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง
1. การผ่าตัดหน้าอก (Top Surgery)
ทําให้หน้าอกแบบและมีลักษณะใกล้เคียงหน้าอกผู้ชาย เทคนิคมีหลายแบบ เช่น การกรีดแผลได้ราวนม
(เทคนิคแผลยาว) หรือแผลเล็กบริเวณปานนม (เทคนิคแผลยู และ แผลโอ) ขึ้นกับขนาดหน้าอกและสรีระของคนไข้แต่ละบุคคล หลังผ่าตัดจะช่วยให้แต่งตัวได้มั่นใจมากขึ้น
2. การผ่าตัดมดลูกและรังไข่ (Hysterectomy & Oophorectomy)
เป็นการผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออก เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการมีประจำเดือนและไม่วางแผนมีบุตรในอนาคต
3. การผ่าตัดอวัยวะเพศชาย (Bottom Surgery) มีให้เลือก 2 แบบหลัก
มี 2 แนวทางหลัก (เลือกตามเป้าหมายด้านรูปลักษณ์/การปัสสาวะยืน/ความยาว/การทํางานกาจเพศ/รอยแผลบริเวณผู้บริจาคเนื้อเยื่อ)
เมโทดิโอพลาสกี (Metoidioplasty)
ใช้คลิตอริสที่ขยายจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ปลดพังผืด/จัดรูป และ (ถ้าเลือก) ต่อท่อปัสสาวะให้ปัสสาวะยืนได้
เป็นเทคนิคการใช้คลิตอริสที่ขยายจากการฉีดฮอร์โมนเพศชาย มาทําให้มีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศชายขนาดเล็ก
ลักษณะเด่น
• แผลผ่าตัดเล็กกว่า
• รักษาความรู้สึกทางเพศได้ดี
• ระยะพักฟื้นสั้นกว่า
ข้อจํากัด
• ขนาดอวัยวะเพศที่ได้จะไม่ยาวมาก
• บางรายอาจไม่สามารถยืนปัสสาวะได้ ขึ้นกับเทคนิคที่เลือก
ฟิลโลพลาสกี (Phalloplasty)
เป็นเทคนิคสร้างอวัยวะเพศชายใหม่จากเนื้อเยื่อบริเวณอื่น เช่น ท้องแขนหรือต้นขา
ลักษณะเด่น
• ได้ความยาวมากกว่า ดูไกล้เคียงอวัยวะเพศชายมาก
ข้อจํากัด
• เป็นการผ่าตัดใหญ่ แผลหลายจุด ต้องดูแลมาก
• มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ก่อปัสสาวะรั่วหรือตีบ
1. การผ่าตัดหน้าอก (Top Surgery)
ทําให้หน้าอกแบบและมีลักษณะใกล้เคียงหน้าอกผู้ชาย เทคนิคมีหลายแบบ เช่น การกรีดแผลได้ราวนม (เทคนิคแผลยาว) หรือแผลเล็กบริเวณปานนม (เทคนิคแผลยู และ แผลโอ) ขึ้นกับขนาดหน้าอกและสรีระของคนไข้แต่ละบุคคล
หลังผ่าตัดจะช่วยให้แต่งตัวได้มั่นใจมากขึ้น
2. การผ่าตัดมดลูกและรังไข่
(Hysterectomy & Oophorectomy)
เป็นการผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออก เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการมีประจำเดือนและไม่วางแผนมีบุตรในอนาคต
3. การผ่าตัดอวัยวะเพศชาย
(Bottom Surgery) มีให้เลือก 2 แบบหลัก
มี 2 แนวทางหลัก (เลือกตามเป้าหมายด้านรูปลักษณ์/การปัสสาวะยืน/ความยาว/การทํางานกาจเพศ/รอยแผลบริเวณผู้บริจาคเนื้อเยื่อ)
เมโทดิโอพลาสกี (Metoidioplasty)
ใช้คลิตอริสที่ขยายจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ปลดพังผืด/จัดรูป และ (ถ้าเลือก) ต่อท่อปัสสาวะให้ปัสสาวะยืนได้เป็นเทคนิคการใช้คลิตอริสที่ขยายจากการฉีดฮอร์โมนเพศชาย มาทําให้มีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศชายขนาดเล็ก
ลักษณะเด่น
• แผลผ่าตัดเล็กกว่า
• รักษาความรู้สึกทางเพศได้ดี
• ระยะพักฟื้นสั้นกว่า
ข้อจํากัด
• ขนาดอวัยวะเพศที่ได้จะไม่ยาวมาก
• บางรายอาจไม่สามารถยืนปัสสาวะได้
ขึ้นกับเทคนิคที่เลือก
ฟิลโลพลาสกี (Phalloplasty)
เป็นเทคนิคสร้างอวัยวะเพศชายใหม่จากเนื้อเยื่อบริเวณอื่น เช่น ท้องแขนหรือต้นขา
ลักษณะเด่น
• ได้ความยาวมากกว่า
ดูไกล้เคียงอวัยวะเพศชายมากข้อจํากัด
• เป็นการผ่าตัดใหญ่ แผลหลายจุด
ต้องดูแลมาก
• มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น
ก่อปัสสาวะรั่วหรือตีบ
ต้องเตรียมตัวอย่างไรในการผ่าตัด
ก่อนเข้ารับการผ่าตัดอวัยวะเพศ ผู้รับบริการควรได้รับการประเมินอย่างรอบด้าน เพื่อความปลอดภัย
และผลลัพธ์ที่เหมาะสม การเตรียมตัวโดยทั่วไป ได้แก่
1. ปรึกษาทีมแพทย์สหสาขา เช่น ศัลยแพทย์ แพทย์ด้านฮอร์โมน จิตแพทย์ และ แพทย์อื่น ๆ ตามความเหมาะสม
2. ประเมินสุขภาพร่างกายและจิตใจ (จำเป็นต้องมีใบรับรองจากจิตแพทย์ว่าพร้อมที่จะผ่าตัดข้ามเพศ)
3. รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์ ความเสี่ยง และข้อจำกัดของแต่ละวิธี
4. หากมีแผนจะมีบุตรในอนาคต ควรปรึกษาเรื่องการเก็บไข่ก่อนการผ่าตัดหรือการใช้ฮอร์โมน
5. งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ รวมถึงการตรวจร่างกายตามคำแนะนำแพทย์
6. กรณีมีโรคประจำตัวจำเป็นต้องมีจดหมายยืนยันจากแพทย์ผู้ดูแลโรคยืนยันว่าโรคอยู่ในการควบคุมที่ดีมาก และสามารถที่จะรับการผ่าตัดได้
ก่อนเข้ารับการผ่าตัดอวัยวะเพศ ผู้รับบริการควรได้รับการประเมินอย่างรอบด้าน เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เหมาะสมการเตรียมตัวโดยทั่วไป ได้แก่
1. ปรึกษาทีมแพทย์สหสาขา เช่น ศัลยแพทย์ แพทย์ด้านฮอร์โมน จิตแพทย์ และ แพทย์อื่น ๆ ตามความเหมาะสม
2. ประเมินสุขภาพร่างกายและจิตใจ (จำเป็นต้องมีใบรับรองจากจิตแพทย์ว่าพร้อมที่จะผ่าตัดข้ามเพศ)
3. รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์ ความเสี่ยง และข้อจำกัดของแต่ละวิธี
4. หากมีแผนจะมีบุตรในอนาคต ควรปรึกษาเรื่องการเก็บไข่ก่อนการผ่าตัดหรือการใช้ฮอร์โมน
5. งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ รวมถึงการตรวจร่างกายตามคำแนะนำแพทย์
6. กรณีมีโรคประจำตัวจำเป็นต้องมีจดหมายยืนยันจากแพทย์ผู้ดูแลโรคยืนยันว่าโรคอยู่ในการควบคุมที่ดีมาก และสามารถที่จะรับการผ่าตัดได้
การพักฟื้น
• การผ่าตัดหน้าอก: พักฟื้น 2-4 สัปดาห์ จดยกของหนักประมาณ 6 สัปดาห์
• การผ่าตัดมดลูกและรังไข่: พักฟื้นประมาณ 4-6 สัปดาห์ แล้วแต่เทคนิคการผ่าตัด
• การผ่าตัดอวัยวะเพศชาย: มักใช้เวลาฟื้นนานกว่า และอาจต้องทําเป็นหลายขั้นตอน
ใช้เวลาหลายเดือนถึง 1-20 กว่าจะสมบูรณ์
• การผ่าตัดหน้าอก: พักฟื้น 2-4 สัปดาห์ จดยกของหนักประมาณ 6 สัปดาห์
• การผ่าตัดมดลูกและรังไข่: พักฟื้นประมาณ 4-6 สัปดาห์ แล้วแต่เทคนิคการผ่าตัด
• การผ่าตัดอวัยวะเพศชาย: มักใช้เวลาฟื้นนานกว่า และอาจต้องทําเป็นหลายขั้นตอน ใช้เวลาหลายเดือนถึง 1-20 กว่าจะสมบูรณ์
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน
– เลือดออกหรือติดเชื้อ (พบได้ทั่วไปในศัลยกรรม)
– แผลเป็นหรือรอยแผลที่เห็นได้ชัด
– ปัญหาเรื่องก่อปัสสาวะในบางเคส
– อาจต้องผ่าตัดแก้ไขเพิ่มเติมในบางราย
– เลือดออกหรือติดเชื้อ (พบได้ทั่วไปในศัลยกรรม)
– แผลเป็นหรือรอยแผลที่เห็นได้ชัด
– ปัญหาเรื่องก่อปัสสาวะในบางเคส
– อาจต้องผ่าตัดแก้ไขเพิ่มเติมในบางราย
การพักฟื้นหลังผ่าตัด
* ต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลตามดุลยพินิจแพทย์
* งดกิจกรรมหนักในช่วงแรก
* ดูแลแผลอย่างเคร่งครัด
* เข้ารับการตรวจติดตามตามนัดทุกครั้ง
* แพทย์จะให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล เพื่อให้แผลหายดีและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
* ต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลตามดุลยพินิจแพทย์
* งดกิจกรรมหนักในช่วงแรก
* ดูแลแผลอย่างเคร่งครัด
* เข้ารับการตรวจติดตามตามนัดทุกครั้ง
* แพทย์จะให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล เพื่อให้แผลหายดีและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
ผลลัพธ์ที่ได้
ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดส่วนใหญ่รายงานว่า ความมั่นใจและคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมาก เพราะร่างกายสอดคล้องกับตัวตนที่แท้จริง
ทำให้ใช้ชีวิตประจำวันและเข้าสังคมได้อย่างมั่นใจ
ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดส่วนใหญ่รายงานว่า ความมั่นใจและคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมาก เพราะร่างกายสอดคล้องกับตัวตนที่แท้จริง ทำให้ใช้ชีวิตประจำวันและเข้าสังคมได้อย่างมั่นใจ
สรุป
การแปลงเพศหญิงเป็นชายเป็นการเดินทางที่ต้องใช้เวลาและการวางแผน ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำทุกขึ้นตอน
แต่สามารถเลือกได้ตามความต้องการและเป้าหมายชีวิตการมีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญและการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกาย และ จิตใจเป็นสิ่ง สำคัญที่สุด
การแปลงเพศหญิงเป็นชายเป็นการเดินทางที่ต้องใช้เวลาและการวางแผน ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำทุกขึ้นตอน
แต่สามารถเลือกได้ตามความต้องการและเป้าหมายชีวิตการมีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญและการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกาย และ จิตใจเป็นสิ่ง สำคัญที่สุด
คำถาม
ที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง
35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)
การผ่าตัดส่วนใหญ่: มักจะกำหนดให้ค่า BMI ไม่ควรเกิน 30 (หรือบางที่อาจอนุโลมได้ถึง 35 ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และชนิดของการผ่าตัด)